Archive for December, 2011

สารพัดเทคนิคเสริม… เพื่อรักษาฝ้า

นอกจากการใช้ยาทารักษาฝ้าที่มีทั้งยาสูตรหลักที่ใช้กันมานาน และยาหรือครีมทารักษาฝ้าด้วยสารใหม่ ๆ ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีเทคนิคเสริมเพื่อรักษาฝ้าหลายอย่างคือ 

  1. การลอกหน้าด้วยสารเคมี

          สารเคมี เช่น กรดไตรคลอโรอะซิติก กรดไกลคอลิก อาจช่วยลอกผิวหนังส่วนบนทำให้ฝ้าจางลงได้ แต่ต้องระวังข้อแทรกซ้อน เช่น อาจเกิดรอยดำ การติดเชื้อ และแผลเป็น การลอกหน้าทำให้เซลล์ผิวหนังหลุดลอกออกไปเร็วขึ้น ผู้ป่วยที่กินยาคุมกำเนิดไม่ควรลอกหน้า เพราะยาคุมทำให้เป็นฝ้าอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้รอยคล้ำหลังลอกเข้มมากกว่าปกติ

          ผู้ที่เคยเป็นเริมที่ใบหน้า แพทย์อาจให้กินยาต้านไวรัสเริม 2 วันก่อนลอกต่อจนถึง 5 วันหลังลอก เพื่อลดการกำเริบของเริม หลังลอกหน้าต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด ทายากันแดด ถ้าผิวลอกเป็นขุยมากอาจทาครีมให้ความชุ่มชื้น ถ้ามีการติดเชื้อหรือการกำเริบของเริม ต้องรีบกลับมาพบแพทย์

  2. การกรอผิวด้วยผงขัด (microdermabrasion)

          วืธีนี้จะเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้ลอกหลุดเร็วขึ้น ได้ผลสำหรับฝ้าและกระที่อยู่ในชั้นตื้น ๆ สำหรับข้อดีของการกรอผิวด้วยผงขัด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการขัดหน้าชนิดลึก (dermabrasion) ที่เคยนิยมในยุคก่อน คือ การกรอผิวด้วยผงขัดไม่ต้องอาศัยการดมยา เทคนิคนี้ไม่เจ็บ ทำซ้ำได้บ่อย ทำง่าย และรวดเร็ว ผู้ป่วยกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที

          อย่างไรก็ตามการกรอผิวด้วยผงขัดมีข้อด้อย คือ ต้องทำซ้ำหลายครั้ง และผลการรักษามีประสิทธิภาพน้อย ข้อแทรกซ้อนของการกรอผิวด้วยผงขัดคือ อาการตาแดง กลัวแสง และน้ำตาไหล การกรอผิวด้วยผงขัดเพียงอย่างเดียวไม่ค่อยได้ผลในการรักษาฝ้า เพราะเทคนิคนี้ช่วยแค่ทำให้เม็ดสีในเซลล์ผิวหนังหลุดลอก

  3. การใช้ความเย็นจัด (Cryotherapy)

          การใช้ความเย็นจัด เป็นเทคนิคที่ใช้รักษาโรคผิวหนังหลายอย่าง พบว่าเซลล์ผิวหนังแต่ละชนิดถูกทำลายที่อุณหภูมิแตกต่างกัน คือ เซลล์ผิวหนัง (keratinocytes) ถูกทำลายที่อุณหภูมิ -50 องศาเซลเซียส ส่วนเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ไวต่อความเย็นมาก ถูกทำลายที่อุณหภูมิเพียง -5 องศาเซลเซียส จึงมักพบผิวเป็นรอยขาวเมื่อใช้ความเย็นจัดในคนผิวสีเข้ม

          ใช้เทคนิคความเย็นจัดรักษาฝ้า แต่ต้องระวังข้อแทรกซ้อนที่มีได้ตั้งแต่

          ข้อแทรกซ้อนเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวดศีรษะ เจ็บแผล และเกิดตุ่มน้ำบริเวณที่ทำ

          ข้อแทรกซ้อนที่เกิดตามมา คือ มีเลือดออก ติดเชื้อ

          ข้อแทรกซ้อนที่เป็นอยู่ได้นาน คือ ผิวเป็นรอยดำ และมีการเปลี่ยนแปลงของการรับความรู้สึก

          ส่วนข้อแทรกซ้อนถาวร ได้แก่ ผมร่วง ผิวฝ่อ แผลเป็นคีลอยด์ แผลเป็น ผิวเป็นรอยขาว และเกิดเปลือกตาปลิ้น     

  4.การใช้เทคนิคประจุไฟฟ้า(iontophoresis)

          เมื่อ พ.ศ. 2536 มีงานวิจัยของคณะแพทย์ญี่ปุ่นระบุว่าใช้เทคนิคไอออนโตของวิตามินซีมารักษา ฝ้าและรอยดำจากการเกิดผื่นแพ้สัมผัส ทำให้รอยดำเหล่านี้จางลงได้บ้าง และช่วยให้ผิวหนังสดใสขึ้น

          มีงานวิจัยของแพทย์เกาหลีที่ยืนยันว่าการทำไอออนโตด้วยวิตามินซีช่วยรักษา ฝ้าได้จริง วิธีไอออนโตจัดเป็นเพียงเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้า และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีใด ๆ ที่จะรักษาฝ้าให้หายขาดได้ ผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้นการเต้นของหัวใจ ผู้ที่มีประวัติแพ้ยาตัวที่จะนำมาทำไอออนโต ผู้ที่มีบาดแผลที่ผิวหนัง หรือผิวหนังติดเชื้อบริเวณที่จะทำ และผู้ที่มีประวัติโรคลมชัก ห้ามรับการทำไอออนโต

  5. การใช้เทคนิคฉายแสง (Phototherapy)

          ยังไม่นิยมใช้เทคนิคฉายแสงในการรักษาฝ้า เพราะมีราคาสูง ผลการรักษายังไม่แน่นอน กลับเป็นซ้ำเมื่อหยุดการรักษา และอาจเกิดข้อแทรกซ้อนที่ใช้กันเช่น เลเซอร์และแสงความเข้มสูง (IPL) เทคนิคนี้มีข้อแทรกซ้อน คือ อาการเจ็บปวด ผิวแดง บวม และรอยดำหลังการอักเสบ
                               
          สารพัด เทคนิคเสริมเพื่อรักษาฝ้าที่กล่าวไปแล้ว ส่วนใหญ่เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง ไม่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดไม่กลับเป็นซ้ำ และอาจมีผลแทรกซ้อนได้ จึงควรเลือกใช้ตามความเหมาะสม และต้องเข้าใจว่ายังไม่มีวิธีใดที่รักษาฝ้าให้หายขาด และไม่กลับเป็นซ้ำตลอดชีวิตได้

หมดปัญหาฝ้า กระ หน้าหย่อนยาน ด้วย Yello Toning

 

ลบฝ้า กระ กระชับใบหน้า และกำจัดขนด้วยนวัตกรรมใหม่สุดสะดวกและประหยัด

Yello Toning คืออะไร ด่างจากเลเซอร์หรือ IPL อย่างไร?

           IPL คือแสงที่มีความเข้มข้นสูงและมีความยาวคลื่นกว้าง ต้องมีตัวกรองแสงกรองความยาวคลื่นที่เราต้องการเพื่อทำลายเป้าหมายโดยตรง ถ้าไม่มีตัวกรองแสงที่เราเรียกว่า Filter ผิวก็จะไหม้ทั้งชิ้น โดยเฉพาะคนผิวดำซึ่งผิว จับแสงง่ายกว่าผิวขาว ข้อดีคือมีราคาถูกและทำได้หลายอย่าง แต่ต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญในการใช้เครื่อง และเลือกการกรองแสงให้ถูกกับอาการ

           Laser คือคลื่นแสงที่มีความยาวเจาะจงเพียงคลื่นเดียว เช่น เลเซอร์กำจัดฝ้าและกระก็จะเป็นเลเซอร์ทับทิม เลเซอร์ Q-Switch ก็จะทำลายเม็ดสีอย่างเดียวทำอย่างอื่นไม่ได้ ข้อดีคือความยาวคลื่นอย่างใดอย่างหนึ่งจะเด่นเฉพาะเรื่อง เท่านั้น และมีพลังงานสูงกว่า IPL แต่ถ้าผิวไหม้ก็จะพุพองเป็นตุ่มน้ำเหมือนโดนสะเก็ดไฟ

           Yello Toning เป็นชื่อโมเดล แต่เราจะเรียกว่า Light Laser เป็นทางเลือกใหม่ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเลเซอร์กับ IPL แต่มีหลักการคล้ายกับ IPL คือเป็นลำแสงที่ปล่อยความยาวคลื่น แต่ไม่จำเป็นต้องมีที่กรองแสงใช้เทคโนโลยี Narrow Band Based Light Laser บีบความยาวคลื่นแสงให้สั้นและให้พลังงานสูงเหมือนเลเซอร์ เปรียบเสมือนมีสามเครื่องของเลเซอร์อยู่ในเครื่องเดียวกัน ถ้าเราดูในประสิทธิภาพการรักษา เลเซอร์จะดีกว่าเพราะเด่นเป็นเรื่องๆ ไป ในขณะที่ IPL มีความแม่นยำ สู้เลเซอร์ไม่ได้ ข้อดีคือออกฤทธิ์ใกล้เคียงกับเลเซอร์ แต่ในการรักษาหนึ่งครั้งจะเหมือนกับใช้สามเครื่องยิงพร้อมกัน คือเลเซอร์ทับทิมที่มีจุดเด่นเรื่องยิงฝ้าและกระ เลเซอร์ไดโอดที่มีจุดเด่นในการยกกระชับผิว และอเล็ก-ซานไดร์ต เลเซอร์ที่เด่นในเรื่องกำจัดขนอยู่ในเครื่องเดียว แล้วแต่ว่าคนคนนั้นมีปัญหาอะไร

ทำอะไรได้บ้าง?

1.แก้ปัญหาฝ้า กระ ผิวหมองคล้ำ

          เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้ทันที แต่จะเห็นชัดเจนเมื่อทำ 3 ครั้งขึ้นไป และแนะนำให้ทำทรีตเมนต์อย่างน้อย 10 ครั้ง โดยสามารถทำได้สัปดาห์ละครั้งหรือ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าผิวไม่แห้ง

2.กำจัดขนส่วนเกิน

          เห็นผลได้ชัดเจนตั้งแต่ทำครั้งแรก อย่างไรก็ดี จำนวนครั้งในการกำจัดขนเส้นเล็ก หรือเส้นใหญ่จะต่างกัน หากเป็นขนเส้นใหญ่จะต้องใช้จำนวนครั้งมากกว่า แนะนำให้ทำ 5 ครั้งขึ้นไป หลังจากนั้นขนจะหายไปหรือขึ้นใหม่เป็นเส้นเล็กบาง ๆ

3.ยกกระชับใบหน้า

          เห็นผลได้ตั้งแต่ทำครั้งแรก โดยควรทำอย่างน้อย 5 ครั้ง เว้นช่วงห่างหนึ่งสัปดาห์ โดยประมาณ แล้วผิวจะกระชับขึ้น และรูขุมขนเล็กลง

ค่าใช้จ่าย : 2,000-3,000 บาท/ครั้ง

ข้อดีและข้อเสีย

          ไม่ต้องทายาชา ขณะทำจะรู้สึกอุ่น ๆ ไม่เจ็บ มีค่าใช้จ่าย (ต่อครั้ง) ถูกกว่าเลเซอร์ และถูกกว่า IPL (ถ้านับจำนวนครั้งรวม) แต่ต้องระมัดระวังในกรณีที่ยิงกำจัดขน คนผิวคล้ำอาจตกสะเก็ดเพราะผิวจับแสงได้เยอะกว่า รวมถึงคนที่กินยา ซึ่งทำให้ผิวไวต่อแสงด้วย

ใช้มือถือเกิน 10 ปี มีโอกาสเสี่ยงเป็น มะเร็งสมอง

ใช้มือถือเกิน 10 ปี มีโอกาสเสี่ยงเป็น มะเร็งสมอง (ไทยรัฐ)

หลายคนอาจจะบอกว่ายังไม่มีสัญญาณบ่งชัด ที่จะชี้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือจะก่อให้เกิดมะเร็งสมองหรือไม่ แต่นักวิจัยในยุโรปเชื่อว่า หากใช้เป็นประจำมากกว่า 10 ปีอาจจะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเป็นมะเร็งสมองได้

      นักวิจัยในสวีเดนศึกษาพบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นระยะเวลานานจะเพิ่มโอกาสมีก้อนเนื้อร้ายในสมอง ด้านที่มักใช้รับโทรศัพท์บ่อยๆ เพิ่มขึ้นถึงสองเท่า และถ้าใช้โทรศัพท์วันละหนึ่งชั่วโมงเป็นเวลากว่า 10 ปี ก็เพียงพอที่จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงขึ้นมาได้ งานวิจัยยังระบุว่า “มาตรฐานนานาชาติที่คุ้มครองผู้ใช้โทรศัพท์จากรังสี ที่แผ่ออกมาก็ยังไม่ปลอดภัยพอและจำเป็นต้องมีการปรับปรุง”

        “ไม่ควรให้เด็กๆใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะว่ากะโหลกของพวกเขายังบางอยู่ และระบบประสาทก็ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา ทำให้มันเปราะบางเป็นพิเศษ สำหรับผู้ใหญ่ก็ควรจะมีคำเตือนไว้ด้วย” ศาสตราจารย์ เลนนาร์ท ฮาร์เดลล์ หัวหน้าคณะนักวิจัยจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในโอเรโบร กล่าวต่อ นสพ.เดลิเมล์

       ข้อสรุปดังกล่าวนั้นมีขึ้นหลังจากที่นักวิจัยตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เป็นระยะเวลานาน เพราะว่าการเกิดมะเร็งนั้น ต้องใช้เวลานานกว่าทศวรรษ และหลังจากที่ได้วิเคราะห์การศึกษาเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือ 11 ชิ้นทั่วโลก ก็พบว่าเกือบทั้งหมดพบว่ามันเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในเซลล์เกี่ยวกับเยื่อโครงประสาท ที่ทำหน้าที่สนับสนุนและปกป้องเซลล์ประสาท

จริงหรือเปล่าที่ว่า ผมทำสีไม่ควรสระบ่อย

สีหลุดเพราะสระบ่อย

          Q: จริงหรือเปล่าที่ว่าผมทำสี ไม่ควรสระผมบ่อย เพราะจะทำให้สีไม่คงทน และทำให้ผมเสียเร็ว (กุลธิดา เรียงเย็น / อ่างทอง)

          A: ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผม หากมีการทำสีบ่อยครั้ง และผมแห้ง สีก็อาจจะหลุดได้เร็วกว่าคนที่มีผมแข็งแรง แต่สามารถช่วยให้สีผมอยู่ทนนานขึ้นด้วยการใช้แชมพูและครีมนวดสำหรับผมทำสี (ภัสมา มหากายี / เทคนิเชี่ยนจาก Shiseido Professional)

          ทำสีผมซ้ำ

          Q: ทำสีผมเสร็จแล้ว สีที่ออกมาไม่สวย ไม่ถูกใจเลยค่ะจะทำสีผมซ้ำได้เลยไหมคะ (วิลาวัลย์ เรืองบริบูรณ์/ กรุงเทพฯ)

          A: จริงๆ แล้วไม่อยากแนะนำให้ทำสีซ้ำลงไปทันที แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นสีใหม่ ให้ใช้เป็นผลิตภัณฑ์ทำสีผมชนิดกึ่งถาวร หรือเป็นแบบสีเคลือบผม ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูที่สภาพผมของแต่ละคนด้วย ถ้าสภาพผมไม่แข็งแรง ควรทิ้งระยะให้เส้นผมและหนังศีรษะได้พักแล้วค่อยทำสีใหม่จะดีกว่าค่ะ (ไกรสร อธิมัง / เทคนิเชี่ยนจาก Wella Professional)

          ไฮไลท์ไม่สดใส

          Q: ไปทำไฮไลท์ เพราะอยากให้สีผมสว่างขึ้น แต่พอทำเสร็จสีไฮไลท์กลับออกมาทึมๆ หม่นๆ ดูไม่สดใสเป็นเพราะอะไร แล้วมีวิธีที่จะช่วยให้สีดูสวยขึ้นบ้างไหม (รักชนก พูลทรัพย์ / เชียงใหม่)

          A: กรณีนี้ส่วนมากจะเกิดกับผมที่ผ่านการทำสีมาแล้วสีไฮไลท์ที่ออกมาไม่สว่าง หรือเรียกกันว่าสีไม่ใสนั้นจะเกิดจากขั้นตอนของการล้างสีเก่าออกจากเส้นผมแล้วมีเม็ดสีตกค้าง คือพวกเม็ดสีส้ม ซึ่งทำให้สีใหม่ที่เติมเข้าไปไม่ใส ครั้งต่อไปแนะนำว่าควรเลือกทำกับช่างที่มีความเชี่ยวชาญ ช่างจะมีเทคนิคของการเพิ่มสีก่อนการเติมสีที่ต้องการลงไปจะช่วยให้สีที่ออกมาสว่าง สดใส การทำเคมีกับผมจะดึงโปรตีนที่อยู่ในเส้นผมออกไปด้วย ฉะนั้นหลังทำสีควรใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผมที่มีส่วนผสมของโปรตีน จะช่วยฟื้นฟูสภาพผมที่เสียให้กลับมามีสุขภาพดี สีเปล่งประกายเงางาม (วิวรรธน์ เกษมอมร / เทคนิเชี่ยนจากSchwarzkopf Professional)

10 วิธีปราบแฟนนอกใจ

จะทำอย่างไร ถ้าจับได้ว่าแฟน “นอกใจ” การนอกใจ… ไม่ได้แปลว่าเค้าหมดรัก ลองอ่าน ทางนี้ ถ้าจับได้ว่าแฟนของคุณ แอบปันใจ ให้คนอื่น ต่อให้เป็นใครก็ทำใจได้ยาก หากจับได้ว่า แฟนหนุ่มสุดรัก แอบปันใจ ให้คนอื่น เฮ้อ ! แถมเรื่องแบบนี้นี่แหละ ที่เป็นต้นเหตุสำคัญ ทำให้ความรักของคู่รัก บางคู่ต้องอับปางลง

ลองถ้าต้องเจอสถานการณ์ เลวร้ายแบบนี้… แต่คุณยังรักเค้าอยู่ ขอเตือนคุณผู้หญิงทั้งหลาย ว่า อ๊ะ ! อย่านะ อย่าปล่อยให้อารมณ์หึงหวง อยู่เหนือเหตุผล เพราะไม่แน่ว่า เรื่องร้าย อาจจะกลายเป็นดี ทำให้คุณและเค้า เข้าใจกัน ยิ่งกว่าเดิม (ก็ได้นะ) …

เรามีคำแนะนำดี ๆ กับ10 วิธีการปฎิบัติตัวที่ ถูกต้อง ที่รวบรวมมาจาก “ผู้มีประสบ การณ์” (ที่ขออนุญาต ไม่เอ่ยนาม) มาดูกันว่าทำอย่างไร เค้าจึงสามารถฟันฝ่ามรสุม ปัญหารักแบบนี้มาได้

1.อย่าโวยวาย
เริ่ม จาก นับ หนึ่ง สอง สาม ในใจ…. แล้วนิ่ง เฉยไว้ก่อน อย่าปล่อยให้อารมณ์หึง ทำให้ คุณหุนหันพลันแล่น ตีโพยตีพายไปก่อน หรือปล่อยให้ความเสียใจ ทำให้คุณ ตัดสิน ใจอะไรผิด ๆ เรื่องแค่นี้อาจเป็นความ ผิดพลาด ชั่วครั้งชั่วคราว ยิ่งทำไม่รู้ไม่ชี้ ไว้ก่อนยิ่งดี

2.ห้ามใช้วิธีรุนแรงโดย เด็ดขาด
พยายามทำตัวเป็นนางเอกเข้าไว้ (อย่าเป็น นางร้ายซะเอง) ข่มใจไว้ อย่าลุกขึ้นอาละวาด หรือทำร้ายฝ่ายตรงข้าม เพียงเพราะต้องการ แก้แค้นให้สาสม กับที่คุณเจ็บปวด เพราะ มันไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายมันอาจทำให้ ปัญหาลุกลามใหญ่โต

3.คุณคือสิ่งที่ดีที่สุด ในชีวิต
ถ้าเค้าจะนอกลู่นอกทาง ไปตื่นเต้นกับ ของใหม่ ก็ปล่อย ๆ ไปบ้าง แต่ที่สำคัญคือคุณ ต้องแสดงให้เค้าเห็นว่า เราเป็นผู้หญิงที่มี คุณค่า และเหมาะที่จะเป็นภรรยา และแม ่ของลูกมากที่สุด ของดี… ใคร ๆ ก็อยากได้… จริงไหม ทำดีต่อเค้า ให้มาก เพื่อพิสูจน์ว่า คุณยอมรับเค้าได้ในทุกเรื่อง

4.อย่ามัวแต่ระแวง
การนอกใจ แม้จะร้ายแรง แต่ไม่ถึงขั้น “ฆ่าคนตาย” นะจ๊ะ ถ้าต่อจากนั้น คุณเอาแต่ จ้องจับผิดว่าเค้าจะไปไหน ทำอะไร กับใคร คอยเช็คไปซะทุกเรื่อง มันก็ยิ่งทำให้เค้า เบื่อหน่าย และรำคาญ (แทนที่จะสำนึกผิด) แค่แสดงให้เค้ารู้ว่าเรารู้ แต่นิ่งเฉยไว้ ปล่อยให้สำนึกผิดเองได้ผลกว่า

5.ไร้ประโยชน์ที่จะฟื้น ฝอย หาตะเข็บ
จำไว้ว่าการขุดคุ้ยอดีต ที่เป็นแผลของ อีกฝ่าย เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ทั้งไม่ได้ ประโยชน์ และรังแต่จะตอกย้ำให้ สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น กลายเป็นชนวน ของการทะเลาะเบาะแว้งกันไปปล่าว ๆ และยิ่งตอกย้ำว่าคุณยังฝังใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

6.การให้อภัย
แม้ ว่า”การให้อภัย” จะเป็นสิ่งที่ทำยากที่สุด อย่างหนึ่งในชีวิตคนเรา แต่ถ้าการที่เราเลือก ที่จะคบใครสักคน และจะประคองความรัก ไปให้ตลอดรอดฝั่ง ก็ควรยกโทษให้กับคนที่ เรารัก เพราะเค้าเองก็เป็นแค่คนธรรมดา คนหนึ่ง ที่ทำผิดพลาดได้เสมอ

7.อย่าประชดชีวิต
ควร วางตัวเองให้มีคุณค่า อย่าคิดประชดคนรัก ด้วยวิธีเดียวกัน คือหันไปหาคนอื่นบ้าง เพราะ วิธีนี้จะทำให้เค้าเป็นฝ่ายเลือก ที่จะไปหาคนอื่น การใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง ใช้ไม่ได้ผล กับความรักนะจะบอกให้

8.เอาใจใส่ตัวเองมาก ขึ้น
อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว ทำตัวให้ดูดี ดูสวยเข้าไว้ เอาแบบที่รียกว่า แม้แต่คนรักของคุณยังตาค้าง ผมที่ยุ่ง ๆ ฟู ๆ ก็จัดการซะให้เรียบร้อย เช็ด คราบน้ำตาทิ้ง แล้วหันมาเอาใจใส่ให้สวยปิ๊ง ดีกว่าเป็นไหน ๆ เราไม่ใช่ของตายของใคร นะเออ

9.หันหน้าเข้าหากัน
สาเหตุ ของการนอกใจ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหา ระหว่างคุณและเค้า ซึ่งคุณเองอาจมีข้อบกพร่อง ในบางสิ่ง ควรหันมาพูดคุยกัน เพื่อปรับความ รู้สึกเข้ากับอีกฝ่าย รวมทั้งให้เวลาและเอาใจใส่ คนรักให้มากขึ้น

10.ไม่ควรเอาเรื่อง นี้ไปประจาน กับคนอื่น
ปัญหานี้เป็นเรื่องของคนสองคน ระหว่างคุณ และเค้า ทางที่ดีอย่านำความผิดของเค้าไป โพนทะนา หรือประจานให้เพื่อนหรือบุคคล ใกล้ชิดฟัง เพราะจะทำให้คนรักของคุณ รู้สึกเสียหน้า และเข้าหน้าคนใกล้ชิดของคุณ ไม่ติดแล้ว แม้ว่าต่อไปเค้ากับคุณจะคืนดีกัน หรือไม่ก็ตาม

วิธีง่าย ๆ แต่ทำใจ ปฎิบัติยากข้างต้น … นอกจากจะสามารถแก้ไขเรื่องร้าย ให้กลับกลาย เป็นดีแล้ว เมื่อปัญหาคลี่คลาย คุณจะพบว่าความดี และความอดทนของคุณ จะทำให้เค้าและ คุณ เข้าใจกันและกันมากขึ้น

ในทางตรงกันข้าม ฮึ่ม! ถ้าทำขนาดนี้แล้ว เค้ายังไม่เห็นความดีของคุณหล่ะก็ ขอแนะนำว่า คุณเองก็ควรเริ่มเล็ง ๆ ที่จะเปิดโอกาสให้คนอื่น ๆ ที่ดีกว่าบ้างก็ดี ยังไงก็ “อย่ารักคนอื่น มากกว่ารักตัวเองนะจ๊ะ” …

น้ำผึ้งแท้ ดูอย่างไร

  IBCBET  คุณค่าที่เราได้รับจากน้ำผึ้งนั้นมีอยู่มากมาย ทั้งนี้เพราะว่าน้ำผึ้งก็จัดได้ว่าเป็นสมุนไพรไทยที่มีคุณค่าทางยารักษาโรค และอุดมไปด้วคุณค่าทางอาหาร

สำหรับในเมืองไทยน้ำผึ้งที่ดีต้องเป็นน้ำผึ้งเดือนห้า (เดือนมีนาคม – เมษายน) 
เพราะเป็นเดือนที่มีดอกไม้บานเป็นจำนวนมาก และจะไม่มีน้ำฝนปนในน้ำผึ้งเนื่องจากเป็นหน้าแล้งอย่างเพลงที่ร้องว่า “เปรียบเธอเพชรงามน้ำหนึ่ง หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า” นั่นแหล่ะ เนื่องจากน้ำผึ้งแท้เป็นของหายาก จึงมีคนทำน้ำผึ้งปลอมมาหลอกขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น วิธีการนำน้ำมาใส่ในปี๊บกับน้ำตาลและใส่แบะแซทำขนม ต้มเคี่ยวไฟอ่อนๆ ก็จะได้สีน้ำผึ้ง ถ้าอยากได้นำผึ้งสีดำก็ใช้ไฟแก่เคี่ยว จากนั้นอาจใช้ผลมะตูมอ่อนฝานลงไป มะตูมจะมีกลิ่นออกคล้ายน้ำผึ้ง ถ้าจะให้เหมือนจริงก็นำน้ำผึ้งแท้มาทาปากขวดแล้วนำแม่ผึ้งไปเกาะ เท่านี้ก็หลอกเงินในกระเป๋าผู้ที่พิสมัยรสชาติของน้ำผึ้งได้โดยไม่ยาก

ดังนั้น  IBCBET  ผู้บริโภคควรสังเกตให้ดีก่อนซื้อ สำหรับผู้ที่คุ้นเคยกับการรับประทานน้ำผึ้งสามารถพิสูจน์ได้ง่ายๆ จากการดูลักษณะ และการชิม แต่สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยก็มีวิธีดูค่ะว่าน้ำผึ้งแท้ไม่แท้อย่างไร

น้ำผึ้งแท้ๆ ดูอย่างไร

-  เมื่อใช้ไม้จิ้มน้ำผึ้งขึ้นมาจะหยดไหลเป็นสายบางๆ ไม่ขาดสายและจะพบกองเป็นชั้นๆ ก่อนที่จะ
รวมเป็นเนื้อเดียวกัน

-  หยดน้ำผึ้งลงบนกระดาษซับจะกองเป็นหยดอยู่ระยะหนึ่ง ไม่ซึมหายไปเช่นน้ำเชื่อม

-  หยดน้ำผึ้งลงในน้ำ จะกองเป็นก้อนก่อนแล้วจึงค่อยๆ ละลาย

-  โปร่งแสง

-  มดไม่ขึ้น

-  ถ้าอุณหภูมิต่ำน้ำผึ้งจะมีผลึกน้ำตาลกลูโคสตกเป็นเกล็ดเล็กๆ

-  ถ้าหยดน้ำผึ้งลงบนสไลด์แล้วดูด้วยกล้องจุลทัศน์ จะพบละอองเกสรดอกไม้หลายๆ ชนิดเป็น
จำนวนมาก ซึ่งจะมีรูปร่าง ขนาด สีที่แตกต่างออกไป (พบในน้ำผึ้งธรรมชาติที่ไม่ใช่ผึ้งเลี้ยง)

วิธีทดสอบน้ำผึ้งแท้แบบโบราณ

-  หยดน้ำผึ้งลงบนกระดาษมวนยาสูบ ถ้าเป็นน้ำผึ้งจริงจะจับกันเป็นก้อนไม่ดูดซับ ถ้าเป็นน้ำผึ้ง
เทียมจะดูดซึมน้ำหมดทำให้จุดไฟไม่ติด

-  หยดลงในน้ำ ถ้าน้ำผึ้งแท้จะรวมกันอยู่ใต้แก้ว แต่ถ้าน้ำผึ้งเทียมน้ำจะละลายกระจายไม่รวมตัว
กัน   IBCBET 

จำไว้ง่ายๆ ว่า น้ำผึ้งที่ดีดูได้จากความใสบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งสกปรกหรือผึ้งปนอยู่ สี กลิ่น และรสจะมีลักษณะเฉพาะตามแบบของน้ำผึ้ง เช่น ข้น หนืด ไม่มีฟอง ก๊าซ หรือเกิดการแยกชั้นตกผลึก และไม่มีรสเปรี้ยวเลย ใครที่จะซื้อน้ำผึ้งก็นำเคล็ดไม่ลับนี้ไปประกอบการซื้อได้ค่ะ 

หุ่นสวยด้วยแอปเปิ้ล

สาว ๆ คงไม่มีใครอยากมีหุ่นแบบ “แอปเปิ้ล” ใช่ไหมล่ะคะ แต่เราสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้รูปร่างของเราเป็น “แอปเปิ้ล” ได้ ด้วยการทาน “แอปเปิ้ล” เพราะอะไร เอ้า…ไปดูกันหน่อยซิ

          1. รู้หรือไม่ว่าในแอปเปิ้ลมีสารที่เรียกว่า เบต้าแคโรทีน วิตามินซี  เพคติน (ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ) และกรดมาลิค กับกรดทาร์ทาริก ซึ่งทั้งหมดนี้มีส่วนช่วยในการย่อยอาหารประเภทโปรตีน และไขมัน ต้นเหตุที่ทำให้น้ำหนักของคุณผู้หญิงเพิ่มขึ้น แถมในสารเพคตินยังมีคุณสมบัติพิเศษช่วยลดความอยากอาหาร และลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย

          2.ในแอปเปิ้ลมีแป้ง และน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75% จึงทำให้ร่างกายสามารถดูดซึม และนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียงแค่ 10 นาที ฉะนั้นการกินแอปเปิ้ลเพียง 1 ลูก ก็สามารถช่วยลดความอยากอาหารของคุณสาว ๆ ลงได้

          3. สารเพคตินที่อยู่ในแอปเปิ้ล เป็นไฟเบอร์ที่สามารถละลายในน้ำได้ ซึ่งจากการวิจัยพบว่า เมื่อกรดในกระเพาะอาหารทำการย่อยสลายไขมัน และแยกคอเลสเตอรอล ออกมาเรียบร้อยแล้ว สารเพคตินจากแอปเปิ้ลจะทำหน้าที่คอยดักจับคอเลสเตอรอล เพื่อนำไปทิ้งก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมกลับเข้าไปอีกครั้ง แถมสารเพคตินยังทำหน้าที่ลดคอเลสเตอรอลในผู้หญิง ได้ดีกว่าผู้ชายอีกด้วย

          4. สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และคนที่ต้องการควบคุมน้ำตาลในเลือด “แอปเปิ้ล” คือผลไม้ทางเลือกที่คุณต้องไม่มองข้าม เพราะในแอปเปิ้ลจะมีน้ำตาลธรรมชาติ ที่ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ต่างกับในอาหารทั่วไป อย่าง น้ำผึ้ง ที่ปริมาณของน้ำตาลจะเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วทันที เมื่อร่างกายได้รับเข้าไป

          รู้อย่างนี้แล้ว สาว WP คนไหนที่ยังกินขนมขบเคี้ยวเป็นอาหารว่าง ลองเปลี่ยนมาเป็นผลไม้ “แอปเปิ้ล” แทน น่าจะดีกว่าไม่น้อย นอกจากจะได้หุ่นสวย ๆ แล้ว ยังได้ผิวใส ๆ กลับไปอีกด้วย

รับมือ 5 โรคฤดูหนาว

ฤดู หนาวอาจฟังดูเย็นสบาย แต่ความจริงก็คือยังมีเชื้อโรคที่อาจเข้ามาทำลายสุขภาพของเรา โดยเฉพาะปอดบวม หัด หัดเยอรมัน อีสุกอีใส และท้องร่วงที่พบได้บ่อย แถมยังมีศัตรูตลอดกาล อย่าง “หวัด” เข้ามาอีกด้วย มาทำความรู้จักกับวิธีป้องกันก่อนที่หนาวนี้จะทำร้ายเราถึงขั้วหัวใจ

          กรมอุตุนิยมวิทยาเผยว่า ปีนี้เมืองไทยเราจะหนาวที่สุดในรอบ 30 ปี แต่ภัยที่มากับความหนาวไม่ใช่แค่ลมเย็นยะเยือก แต่ยังรวมถึงเชื้อโรคที่กระจายตัวพร้อม ๆ กับลมหนาวอีกด้วย และนี่คือโรคที่กรมควบคุมโรคแนะนำให้คนไทยดูแลตัวเองดังนี้

1.ปอดบวม

          อีกหนึ่งโรคที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก จำนวนผู้ป่วยทั้งหมดในปี 2552 อยู่ที่มากกว่า 239.000 คน ทำให้คนไทยเสียชีวิตถึง 14,542 คน (ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2543-2552) และนับเป็นโรคที่อันตรายโดยเฉพาะกับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วพบเด็กป่วยมากกว่า 30,000 คน เสียชีวิต 17 คน

          โรคปอดบวมนั้นอาจเกิดจากอาการแทรกซ้อนของหวัด หรืออาจเป็นการติดเชื้อปอดบวมโดยตรง มีระยะเวลาฟักตัว 1-3 วัน หากมีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบ หรือหายใจแรง ควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลด่วน

          วิธีป้องกัน คล้ายกับโรคหวัดคือล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนแออัด พักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกาย และไม่อยู่ใกล้ผู้ป่วย

2.หัด

          ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งก็คือเราอาจคิดกันว่า “เด็ก ๆ ต้องออกหัดทุกคน” ทั้งที่ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย โรคหัดเกิดจากไวรัสหัดซึ่งติดต่อกันง่ายมาก โดยผ่านการไอ จามรดกัน โดยตรง แม้ว่าจะพบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็ก แต่กับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็นหัดมาก่อน หรือไม่ได้ฉีดวัคซีนก็อาจเป็นหัดได้

          โรคหัดมีระยะฟักตัว 8-12 วัน หลังจากนั้น จะมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ผื่นขึ้นกระจายไปทั่ว และจางหายเองใน 14 วัน บางรายอาจมีปอดบวม ท้องร่วง ช่องหูอักเสบ หรือสมออักเสบร่วมด้วย จนทำให้เสียชีวิตได้

          วิธีป้องกัน ฉีดวัคซีน เด็กควรได้รับการฉีดวัคซีนหัด 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ตอนอายุ 9-12 เดือน ส่วนครั้งที่ 2 อายุ 6-7 ขวบ

3.หัดเยอรมัน

          เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่แพร่เชื้อได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสเสมหะน้ำมูก หรือน้ำลายของผู้ติดเชื้อ หากสตรีมีครรภ์ติดเชื้อหัดเยอรมันภายใน 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์ มีโอกาสสูงที่ทารกจะมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด อย่างเช่น หูหนวก ปัญญาอ่อน

          อาการของหัดเยอรมันอาจทำให้มีไข้ และออกผื่นหัด ผู้ป่วยบางคนอาจไม่มีอื่น บางรายมีโรคแทรกซ้อน อย่างเช่น ข้ออักเสบ สมองอักเสบ ในเด็กเล็กจะมีอาการเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้วอาการอาจจะมีอยู่ ประมาณ 1-5 วัน จึงควรหยุดงานประมาณ หนึ่งสัปดาห์ด้วย

          วิธีป้องกัน สำหรับผู้ใหญ่ที่ไม่เคยฉีดวัคซีน หัดเยอรมัน อาจขอฉีดวัคซีนรวม MMR ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม

4.อีสุกอีใส

          ติดต่อจากการสัมผัสโดยตรง หรือการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูก และน้ำลายเข้าไปเช่นเดียวกับหัด หรือจากการสัมผัสตุ่มพองใสบนผิวหนังของผู้ป่วย และการใช้ภาชนะ หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย

          อาการเริ่มต้นจากมีไข้ต่ำ ๆ ต่อมาจะมีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ ใบหน้า และตามลำตัว ทีแรกจะเป็นตุ่มแดง ๆ ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นตุ่มพองใสในวันที่ 2-3 นับจากวันที่เริ่มมีไข้ หลังจากนั้นตุ่มจะเป็นหนอง แล้วเริ่มแห้งตกสะเก็ด โดยทั่วไปจะไม่มีโรคแทรกซ้อน แต่บางคนอาจมีอาการทางสมองและปอดบวมได้

          วิธีป้องกัน เหมือนกับไข้หวัดและหัด คือไม่เข้าใกล้ผู้ป่วย

5.ท้องร่วง

          อาการท้องร่วงในฤดูหนาวมักเกิดขึ้นกับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภัยน้ำท่วมในปีนี้ โรคท้องร่วงจึงเป็นอีกภัยหนึ่งสำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยเกิดจากเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านการดื่มน้ำ หรือกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน นอกจากนี้ อาจติดต่อผ่านทางน้ำมูกหรือน้ำลาย ไม่เฉพาะทางอาหารเท่านั้น ผู้ป่วยจะอุจจาระเหลวหรือถึงชั้นเป็นน้ำบ่อยครั้ง บางรายอาจคลื่นเหียนอาเจียน มีไข้ขึ้น มีเลือด เมือก หรืออาหารที่ไม่ย่อยปนออกมากับอุจจาระ

          สำหรับคนที่ท้องร่วงติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือถ่ายเป็นน้ำติดต่อกันสามครั้ง แล้วยังไม่ได้ดื่มน้ำเข้าไปทดแทน อาจมีอาการขาดน้ำปรากฏร่วมด้วย อย่างเช่น ปัสสาวะเป็นสีเข้ม ปัสสาวะน้อย หัวใจเต้นเร็วและถี่ ปวดศีรษะ ผิวแห้ง มึนงง ในกรณีนี้ควรไปพบแพทย์ด่วน

          อากาศ ที่เปลี่ยนไปกะทันหัน อาจทำให้ร่างกายปรับสุขภาพไม่ทันก็จริง แต่หากเราดูแลตัวเองดี ๆ เชื้อโรคทั้งหลายก็จะไม่สามารถมาย่างกรายเราได้ ขอให้มีความสุขและสุขภาพดีกับฤดูหนาวนะคะ

คิดว่ารู้จัก “หวัด” ดีพอแล้วหรือ ?

ลองทดสอบความรู้เกี่ยวกับหวัดและไข้หวัดใหญ่ดูหน่อย

1.คัดจมูก ปวดเมื่อยตัว รู้สึกอ่อนเพลีย คุณอาจจะเป็น :

          A.หวัดธรรมดา
          B.ไข้หวัดใหญ่
          C.อาจเป็นได้ทั้งสองอย่าง

2.ไอนิดหน่อย แต่ไม่มีไข้ ที่เป็นอยู่ก็คือ :

          A.หวัดธรรมดา
          B.ไข้หวัดใหญ่
          C.อาจเป็นได้ทั้งสองอย่าง

3.คุณรู้สึกปวดหู ดังนั้น อาจจะเป็น :

          A.หูอักเสบ
          B.หวัดธรรมดา
          C.อาจเป็นได้ทั้งสองอย่าง

4.ไม่มีอาการปวดเมื่อยแล้ว แต่ก็ยังไงต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์ สงสัยจะเป็นหวัดธรรมดาอยู่ ใช่มั้ย?

          A.ใช่
          B.ไม่ใช่
          C.ไม่แน่ใจ

5.ทำอย่างไร ถ้าผ่านไปสามวัน แล้วอาการหวัดมีแต่แย่ลง

          A.พักผ่อนให้มากขึ้น
          B.ไปพบแพทย์
          C.ซื้อยาจากร้านขายยา

เฉลย

          1.คัดจมูก ปวดเมื่อยตัว รู้สึกอ่อนเพลีย คุณอาจจะเป็น : ได้ทั้งสองอย่างทั้งหวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่อาจทำให้คุณปวดเมื่อย อ่อนเพลีย และมีน้ำมูก ทั้งสองโรคนั้นติดต่อไปหาคนอื่นได้ง่ายมาก ดังนั้น ถ้าคุณมีอาการอื่น ๆ เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก และจามบ่อย ๆ ก็ควรอยู่บ้านดีกว่าออกไปทำงาน

          2.ไอนิดหน่อย แต่ไม่มีไข้ ที่เป็นอยู่ก็คือ : หวัดธรรมดา อาการไข้หวัดใหญ่หายที่พบได้ทั่วไปก็คือ มีไข้และไอ บางครั้งอาการไอก็จะรุนแรงเสียด้วยซ้ำ แต่น้อยครั้งที่คุณจะมีไข้สูงเพราะหวัดธรรมดา 2-3 วันแรกอาจจะมีอาการ อย่างเช่น ไอ จาม มีน้ำมูก ซึ่งแพร่กระจายให้คนอื่นได้ง่ายมาก

          3.คุณรู้สึกปวดหู ดังนั้น อาจจะเป็น : ได้ทั้งสองอย่าง หวัดธรรมดาอาจทำให้คุณมีน้ำมูกและนำไปสู่อาการปวดหูได้ แต่ในกรณีที่โชคร้าย มันอาจทำให้หูชั้นในติดเชื้อแบคทีเรีย หากคุณเจ็บหูจริง ๆ คุณอาจจะมีอาการหูอักเสบ ซึ่งมักไม่ค่อยหายเอง ดังนั้น ไปพบแพทย์จะดีกว่า

          4.ไม่มีอาการปวดเมื่อย แต่ก็ยังไอต่อไปอีกหนึ่งสัปดาห์ สงสัยจะเป็นหวัดธรรมดาอยู่ใช่มั้ย? : ใช่ หวัดธรรมดาส่วนใหญ่จะหายไปใน 4-7 วัน แต่ก็อาจยืดออกไปถึง 2 สัปดาห์ โดยที่ยังไออยู่ แม้ว่าจะรู้สึกอ่อนเพลียหน่อย ๆ แต่ก็จะไม่แพร่เชื้ออีก ดังนั้น หลังจากกินยาแก้ไอหรือยาแก้แพ้ตามคำแนะนำของแพทย์ คุณก็พร้อมจะออกจากบ้านแล้ว

          5.ทำอย่างไร ถ้าผ่านไปสามวันแล้วอาการหวัดมีแต่แย่ลง : ไปพบแพทย์ ถ้าผ่านไปสามวันแล้วอาการแย่ลง คุณอาจมีอาการแทรกซ้อน อย่างเช่น การติดเชื้อ แบคทีเรีย ดังนั้น อย่ารีรอที่จะไปพบแพทย์หากคุณมีไข้สูง รู้สึกปวดหู ปวดศีรษะ ไซนัส และไอหนักขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอื่นรวมด้วย หอบหืด และจนกว่าจะรู้ว่าป่วยเป็นอะไรกันแน่ก็จงอยู่บ้าน

4 อาหาร ที่ทำให้หน้าท้องแบนราบ

4 อาหาร ที่ทำให้หน้าท้องแบนราบ 

แคลอรี่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้หน้าท้องเพิ่มหรื อลด แต่อาหารบางอย่างดูจะมีผลต่อไขมันกลางลำตัวของเรามาก กว่า

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญจากการศึกษาแบบต่อเนื่องของ Framingham Nutrition รายงานว่าผู้หญิงที่กินน้อยลงไปเกือบ 400 แคลอรี่ ต่อวันแต่เลือกอาหารที่มีสารอาหารน้อยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นสองเท่าครึ่งในการมีหน้าท้องให ญ่ขึ้นเมื่อเทียบกับคนที่กินมากกว่าแต่กินอาหารที่ดีกว่าคุณจึงไม่จำเป็นต้องอดอาหาร เพียงแต่ต้องรู้จักเลือกอาหารให้มากขึ้น เพื่อปราบหน้าท้องให้อยู่ในที่ในทาง นั่นก็คือ 4 อาหาร ต่อไปนี้ 

 1. ผักและผลไม้ผู้หญิงลดขนาดเอวได้ด้วยการแทนที่อาหารที่เป็นแป้งขั ดขาวและน้ำตาลด้วยคาร์โบไฮเดรตจากผักและผลไม้โดยเฉพาะที่มีสีส้มนี่เป็นการรีวิวจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนนอกเหนือจากเส้นใยอาหารที่ทำให้คุณรู้สึกอิ่มยาวนานก ว่านักวิจัยยังคาดว่าแอนตี้ออกซิแดนท์ อย่างเช่นวิตามินซีและเบต้าแคโรทีนคือสิ่งที่ช่วยกำจัดไขมันหน ้าท้องออกไปได้

 2. โปรตีนการกินโปรตีนมากขึ้นทำให้คุณอิ่มและเพิ่มพลังงานซึ่งนำไปสู่การลดน้ำหนักโดย รวม และสำหรับคนที่อายุมากกว่า 40จะช่วยลดไขมันหน้าท้องได้เป็นพิเศษนี่เป็นผลการค้นพบของวิทยาลัยสกิดมอร์และโรงพยาบาลมห าวิทยาลัยโคเปนเฮเกน

แต่งานวิจัยชี้ว่าการกินโปรตีนในปริมาณสูง ๆ อาจทำให้ไตทำงานหนักเพราะอาจทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมได้ ควรตั้งเป้ารับแคลอรี 25 %จากโปรตีน (ถ้าคุณกินวันละ 2,000 แคลอรี่ นั่นก็คือ 500 แคลอรี่จากโปรตีน) และเลือกโปรตีนแบบไร้ไขมัน อย่างเช่น โยเกิร์ตไขมันต่ำนมไร้ไขมัน ปลาและสัตว์ปีกไร้หนังถั่วเป็นแหล่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งแต่อาจมีแคลอรี่ค่อน ข้างสูง

 3. เซเลเนียมนี่เป็นแร่ธาตุที่ช่วยต่อสู้มะเร็ง และเชื่อมโยงกับไขมันหน้าท้องจากการสำรวจคนอเมริกันมากกว่า 8,000 คนคนที่มีระดับเซเลเนียมและแอนตี้ออกซิแดนท์อื่น ๆ ในเลือดน้อยกว่าจะมีรอบเอวที่ใหญ่กว่า เซเลเนียมพบในอาหารหลายชนิดแต่มันอาจยากที่จะรู้ว่าคุณได้รับปริมาณครบตามที่แนะ นำหรือเปล่า (55ไมโครกรัม) เพื่อให้ได้ปริมาณตามต้องการลองกินวิตามินเสริมหรือกินอาหารให้หลากหลาย

 4. ไขมันที่ดีการวิจัยชิ้นหนึ่งของสเปนชี้ให้เห็นว่ามันง่ายกว่าที่จะรักษาความผอมเพรียวด้วยการกินไขมันแบบไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (เช่น น้ำมันมะกอก) และโอเมก้า-3 (ส่วนใหญ่พบในปลาแต่ก็มีในเมล็ดต้นแฟลกซ์ น้ำมันวอลนัตและเต้าหู้) ในขณะที่ไขมันเมก้า-6(มีมากในซีเรียลน้ำมันข้าวโพด และไข่ ) เป็นเหตุให้ไขมันหน้าท้องเพิ่มพูนแต่ไขมันที่ควรกำจัดโดยสิ้นเชิงก็คือ ไขมันทรานส์ที่ไม่มีคุณค่าทางอาหาร

ในการศึกษาของมหาวิทยาลัยเวกฟอเรสต์ลิงที่กินอาหารแบบที่คนอเมริกาทั่วไปกินเป็นเวลา 6 ปีมีน้ำหนักมากขึ้นเทียบเท่ากับน้ำหนักมนุษย์ 10 ปอนด์ถ้าไขมันที่พวกมันกินคือ ไขมันทรานส์อย่างเดียวเทียบกับพวกที่กินไขมันที่เพิ่มขึ้น 30%นั้นจะเพิ่มขึ้นในส่วนของหน้าท้องด้วย

ความลับใต้วงแขน


ความลับใต้วงแขน 

ใต้วงแขนที่เคยเรียบลื่น แต่เริ่มโตกลับไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อเติบโต อะไรๆ ในร่างกายก็ต้องเปลี่ยนแปลง เหมือนผิวหนังใต้วงแขนเมื่อก่อนเคยเรียบลื่น พอเริ่มโตเป็นหนุ่มสาวไม่ใช่จะมีเพียงรูขุมขนที่ขยายให้เส้นสีดำโผล่ออกมาเท่านั้น แต่บางครั้งยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์แถมมาให้รำคาญใจอีกต่างหาก ถ้าไม่ต้องออกไปพบปะผู้คนภายนอกก็คงไม่กระไร แต่ชีวิตในเมืองทุกวันนี้เลี่ยงได้ซะที่ไหน!!!

นี่จึงเป็นช่องว่างให้เครื่องหอมในรูปโรลออนประชันกันออกมาเป็นตัวเลือก ผ่านการโฆษณาห้ำหั่นกันสุดฤทธิ์ หวังครองใจวัยรุ่นที่เพิ่งพบพานการมีกลิ่นตัว บางคนไม่มีก็หามาใช้ซะก่อน ประมาณว่าเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ แต่เชื่อไหมคะว่า…เจ้าผลิตภัณฑ์ใต้วงแขนเหล่านี้อาจสร้างปัญหาให้เราได้ !!!

เชื่อ…ไม่เชื่อ…ก็น่าจะฟังไว้สักนิด เพราะตอนนี้ รศ.พิมลพรรณ พิทยานุกูล จากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลว่า ล่าสุดมีนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทำการวิจัยพบว่า การใช้โรลออนมากๆ จะทำให้เกิดสารตกค้างใต้วงแขนซึ่งมีส่วนไม่มากก็น้อยกับการเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิง รวมถึงผู้ชายก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะในโรลออนซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่ออันเป็นที่มาของกลิ่นตัว จะมีสารอะลูมิเนียมคลอไฮเดรต ซึ่งมีความเข้มข้นถึง 30-50% เป็นส่วนประกอบ และสารตัวนี้จะไปอุดรูขุมขนไม่ให้เหงื่อไหลออกมา เมื่อใช้ไปเรื่อยๆ จะเกิดเป็นรอยด่างดำที่ใต้วงแขนเพราะการสะสมของสารอะลูมิเนียม

แม้จะใช้แบบไวท์เทนนิ่งก็ไม่ช่วยลดความเสี่ยง เพราะยังมีสารตัวนี้เป็นส่วนประกอบอยู่ดี และจากที่บริเวณใต้วงแขนมีท่อและต่อมต่างๆ เชื่อมต่อกับเต้านมอยู่มาก ทำให้สารตกค้างสามารถไปจับกับดีเอ็นเอของเซลล์ที่เต้านม จนอาจกลายเป็นสาเหตุร่วมทำให้เป็นมะเร็งได้

แม้เรื่องนี้จะเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเพราะสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งมาจากหลายปัจจัย แต่การใช้โรลออนมากๆ ก็ถือเป็นความเสี่ยงหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำเป็น และยังไม่มีกลิ่นตัวรุนแรงก็น่าจะหาทางออกอื่นๆ ที่เสี่ยงน้อยกว่า

โดย รศ.พิมลพรรณ ได้ให้ข้อมูลในเรื่องนี้ว่า เนื่องจากกลิ่นตัวมีที่มาจากการหมักหมมของเหงื่อซึ่งเต็มไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์ทำให้เกิดกลิ่น เพราะฉะนั้นการดูแลเนื้อตัวให้สะอาด โดยเฉพาะบริเวณใต้วงแขน ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้โดยไม่ต้องใช้โรลออน รวมถึงอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวัน อย่างเครื่องเทศที่มีกลิ่นฉุน เนย และเนื้อสัตว์บางชนิด ก็มีส่วนทำให้เกิดกลิ่นตัว ดังนั้นจึงควรดูแลเรื่องอาหารควบคู่กันไป

ถ้ายังอยู่ในอาการไม่มั่นใจจริงๆ ก็ควรพยายามใช้แต่น้อย เพื่อลดการสะสมของสารตกค้าง เหมือนคนที่เลือกใช้สารส้มจะมีโอกาสเสี่ยงน้อยกว่า เพราะสัดส่วนของสารอะลูมิเนียมไม่เข้มข้นเท่าโรลออน 

      ยิ่งอายุยังน้อยแบบเด็กๆ วัยแรกรุ่น ถ้ายังไม่มีกลิ่นที่ชัดเจนก็อย่าเพิ่งรีบใช้ เพราะจะกลายเป็นการเพิ่มอายุการสะสมให้เร็วมากขึ้นโดยไม่จำเป็น และต้องพึงระลึกไว้เสมอว่า เครื่องสำอางใต้วงแขนกับมะเร็งเต้านมกำลังเป็นหัวข้อวิจัยของนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ทำอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว และกำลังทำอยู่ต่อไป